Last updated: 13 ก.ย. 2569 | 744 จำนวนผู้เข้าชม |
กินยาเกินขนาดอันตรายไหม? ผลเสียต่อร่างกายที่ควรรู้ ก่อนการใช้ยาจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพ และวิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย
ยาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการรักษาโรค ช่วยควบคุมอาการ ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และในหลายกรณีมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาชีวิตผู้ป่วย แต่ในขณะเดียวกัน ยาก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรรับประทานโดยเพิ่มหรือลดขนาดตามความรู้สึกของตัวเอง
อันตรายจากการรับประทานยาเกินขนาด
อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ตั้งแต่อาการคลื่นไส้ ง่วงซึม สับสน ไปจนถึงความผิดปกติของตับ ไต หัวใจ ระบบประสาท หรือการหายใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของยา ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้ว่า “ยาเกินขนาดอันตรายอย่างไร” คือการรู้ว่า ควรใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย
การกินยาเกินขนาด คืออะไร?
การได้รับยาเกินขนาด หรือ Drug Overdose หมายถึงการได้รับยาหรือสารในปริมาณมากกว่าที่แนะนำ หรือมากกว่าที่ร่างกายสามารถรับได้ อาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้
ในชีวิตประจำวัน ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด เช่น
- ลืมว่ารับประทานยาไปแล้วจึงรับประทานซ้ำ
- เพิ่มจำนวนยาเองเพราะอยากให้อาการหายเร็ว
- ใช้ยาหลายชนิดที่มีตัวยาสำคัญตัวเดียวกัน
- รับประทานยาผิดเวลา
- ใช้ยาของผู้อื่นเพราะคิดว่าอาการคล้ายกัน
- ใช้ยาเดิมต่อเนื่องทั้งที่สุขภาพหรือการทำงานของไตและตับเปลี่ยนไป
ทำไมยาเกินขนาดจึงส่งผลต่อร่างกาย?
เมื่อยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ยาจะกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ก่อนถูกเปลี่ยนแปลงและกำจัดออก ตับและไตเป็นอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านี้ แต่ยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์และถูกกำจัดแตกต่างกัน หากได้รับยาในปริมาณสูงเกินไป ระดับยาในเลือดอาจเพิ่มขึ้นจนเกิดพิษ และส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
บางชนิดอาจส่งผลต่อตับ บางชนิดอาจกระทบไต บางชนิดอาจกดระบบประสาท บางชนิดอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ และบางชนิดอาจกดการหายใจ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเหมารวมว่ายาทุกชนิดจะทำให้เกิดอันตรายในรูปแบบเดียวกัน
ผลเสียของการกินยาเกินขนาด มีอะไรบ้าง?
อาการสามารถแตกต่างกันมากตามชนิดของยา แต่อาการที่อาจพบ ได้แก่
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้อง
- เวียนศีรษะ
- ง่วงซึมผิดปกติ
- เดินเซ
- สับสน
- ใจสั่น
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หายใจช้าหรือผิดปกติ
- ชัก
- หมดสติ
ในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญหรือเสียชีวิตได้

ตัวอย่างใกล้ตัว: พาราเซตามอล
พาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับลดไข้และบรรเทาอาการปวด และโดยทั่วไปมีความปลอดภัยหากใช้ตามขนาดที่แนะนำ แต่หากได้รับมากเกินไป สามารถทำให้ตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA เตือนว่า acetaminophen ซึ่งเป็นชื่อของพาราเซตามอลที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา มีอยู่ในยาหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งยาแก้ปวดและยาแก้หวัด ปัญหาที่เกิดขึ้นได้คือ ผู้ใช้บางคนรับประทานยาหลายตัวพร้อมกันโดยไม่ทราบว่ามีตัวยาชนิดเดียวกันอยู่ จึงได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการอ่าน “ตัวยาสำคัญ” บนฉลากจึงสำคัญกว่าการดูเพียงชื่อยี่ห้อ
กินยาหลายชนิดพร้อมกัน อันตรายหรือไม่? คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องอันตรายเสมอไป
ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคอาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้ยาโดยไม่มีการทบทวน เช่น
- ยาซ้ำซ้อน
- ยาที่ไม่มีข้อบ่งใช้แล้ว
- ขนาดยาที่ไม่เหมาะสม
- ปฏิกิริยาระหว่างยา
- ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับเรื่อง Medication Safety in Polypharmacy หรือความปลอดภัยในการใช้ยาหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
การใช้ยาอย่างปลอดภัย ควรทำอย่างไร?
การใช้ยาอย่างปลอดภัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจและความสม่ำเสมอ
1. ใช้ยาให้ตรงตามขนาดที่กำหนด
อย่าเพิ่มจำนวนยาเองเพียงเพราะต้องการให้อาการหายเร็วขึ้น และไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเองในกรณีที่เป็นยาที่แพทย์สั่ง
ยาบางชนิดต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรค หากหยุดเองอาจทำให้อาการกลับมาแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
2. อ่านฉลากก่อนใช้ยาทุกครั้ง
ควรดูทั้งชื่อยา ตัวยาสำคัญ ความแรง ขนาดที่แนะนำ และข้อควรระวัง โดยเฉพาะยาแก้หวัดหรือยาสูตรผสม เพราะผลิตภัณฑ์หลายชนิดอาจมีตัวยาซ้ำกัน
3. อย่าใช้ยาของผู้อื่น
แม้อาการจะคล้ายกัน แต่สาเหตุของโรค โรคประจำตัว อายุ น้ำหนัก และยาที่ใช้อยู่ อาจแตกต่างกัน ยาที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง
4. บอกแพทย์และเภสัชกรว่าใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
ควรแจ้งให้ครบ ไม่เฉพาะยาที่แพทย์สั่ง แต่รวมถึง
- ยาที่ซื้อรับประทานเอง
- สมุนไพร
- วิตามิน
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
เพราะบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยา หรือมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้
5. ผู้ที่กินยาหลายชนิดควรมี “รายการยา”
ควรบันทึกชื่อยา ขนาด เวลารับประทาน และวัตถุประสงค์ของยาแต่ละตัวไว้ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการลืมกิน กินซ้ำ หรือได้รับยาซ้ำจากแพทย์หลายแห่ง
6. อย่าใช้ยาเก่าที่เก็บไว้นานโดยไม่ตรวจสอบ
ก่อนใช้ควรดูวันหมดอายุ ลักษณะของยา และสภาพการเก็บรักษา ยาบางชนิดต้องเก็บให้พ้นความชื้น แสง หรือความร้อน หากเก็บไม่เหมาะสม คุณภาพของยาอาจเปลี่ยนแปลงได้
7. ระวังการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์
ยาบางชนิดเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์อาจเพิ่มอาการง่วงซึม กดระบบประสาท หรือเพิ่มภาระต่ออวัยวะบางส่วน
8. หากไม่แน่ใจเรื่องยา ให้ถามก่อนใช้
การถามเภสัชกรว่า
- ยานี้กินอย่างไร?
- กินร่วมกับยาเดิมได้ไหม?
- ถ้าลืมกินควรทำอย่างไร?
- มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือไม่?
ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ยาอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเกินความจำเป็น
ผู้สูงอายุควรระวังมากเป็นพิเศษ
ผู้สูงอายุมักมีโอกาสใช้ยาหลายชนิดมากกว่าคนวัยอื่น เนื่องจากอาจมีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน นอกจากนี้ การทำงานของตับและไตอาจเปลี่ยนแปลงตามวัย ทำให้การกำจัดยาบางชนิดออกจากร่างกายช้าลง ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงควรได้รับการทบทวนรายการยาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อ
- เริ่มยาใหม่
- เปลี่ยนโรงพยาบาล
- พบแพทย์หลายแผนก
- มีอาการเวียนหัว ง่วง เดินเซ หรือสับสนผิดปกติ
- มีการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของไตหรือตับ
หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ควรทำอย่างไร?
หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดได้รับยาเกินขนาด ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอจนเกิดอาการรุนแรง หากสามารถทำได้ ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้
- ชื่อยา
- ความแรง
- จำนวนที่รับประทาน
- เวลาที่รับประทาน
- อายุ
- น้ำหนัก
- โรคประจำตัว
- ยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ร่วมกัน
และไม่ควรพยายามทำให้อาเจียนหรือใช้วิธีแก้พิษเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
สุขภาพที่ดี ไม่ใช่การปฏิเสธยา แต่คือการใช้ยาอย่างมีความรู้
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ ยาไม่ใช่สิ่งที่ควรกลัว ยาหลายชนิดช่วยควบคุมโรค ลดความรุนแรงของอาการ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน แต่การใช้ยาอย่างปลอดภัยต้องอาศัยความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงรับประทานตามความเคยชิน ก่อนใช้ยาแต่ละตัว ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า
- ยานี้คือยาอะไร?
- ใช้เพื่ออะไร?
- ควรใช้ขนาดเท่าไร?
- ต้องใช้เวลาไหน?
- มีข้อควรระวังอะไร?
- ใช้ร่วมกับยาหรืออาหารเสริมที่มีอยู่ได้หรือไม่?
เพียงเท่านี้ ก็สามารถลดความผิดพลาดจากการใช้ยาได้มากสุขภาพที่ดีจึงไม่ได้เกิดจากการ “ไม่กินยา” หรือ “กินยาให้น้อยที่สุด” แต่เกิดจากการใช้ยาเมื่อจำเป็น ใช้ให้ถูกต้อง และดูแลร่างกายควบคู่กันไป ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ยาให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เมื่อเราใช้ถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด และถูกวิธี
สิ่งที่หลายคนสงสัยและมักเป็นคำถามที่พบบ่อยๆ
กินยาเกินขนาด 1 เม็ด อันตรายไหม?
ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียวได้ เพราะยาแต่ละชนิดมีความแรงต่างกัน หากไม่แน่ใจควรสอบถามเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์
ถ้าลืมว่ากินยาแล้วและกินซ้ำ ควรทำอย่างไร?
ควรตรวจสอบชื่อยา ขนาด และเวลาที่รับประทาน และติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรเดาวิธีแก้เอง
กินยาหลายชนิดทำให้ตับหรือไตเสียหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี ยาหลายชนิดสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย แต่ยาบางชนิดอาจส่งผลต่อตับ ไต หรือมีปฏิกิริยากับยาอื่น จึงควรได้รับการทบทวนเป็นระยะ
กินยาแล้วต้องงดอาหารเสริมหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะบางชนิดอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่
จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังใช้ยาอย่างปลอดภัย?
ควรรู้ชื่อยา เหตุผลที่ใช้ ขนาด เวลาใช้ และข้อควรระวัง รวมทั้งตรวจสอบว่ามียาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกันหรือไม่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- World Health Organization. Medication Safety in Polypharmacy.
- World Health Organization. Medication Without Harm.
- U.S. Food and Drug Administration. Don’t Overuse Acetaminophen.
- MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine. Overdose.
- U.S. Food and Drug Administration. ข้อมูลด้านการใช้ยาอย่างปลอดภัยและการป้องกัน medication errors.
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร หากสงสัยว่าได้รับยาเกินขนาดหรือมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว
29 ก.ย. 2569
1 ส.ค. 2569
14 ก.ย. 2569