กินยาเกินขนาดอันตรายไหม?

Last updated: 9 ส.ค. 2569  |  463 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กินยาเกินขนาดอันตรายไหม?

กินยาเกินขนาดอันตรายไหม? ผลเสียต่อร่างกายที่ควรรู้ ก่อนการใช้ยาจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพ   และวิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย


ยาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการรักษาโรค ช่วยควบคุมอาการ ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และในหลายกรณีมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาชีวิตผู้ป่วย

แต่ในขณะเดียวกัน ยาก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรรับประทานโดยเพิ่มหรือลดขนาดตามความรู้สึกของตัวเอง

การรับประทานยาเกินขนาดอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ตั้งแต่อาการคลื่นไส้ ง่วงซึม สับสน ไปจนถึงความผิดปกติของตับ ไต หัวใจ ระบบประสาท หรือการหายใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของยา

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้ว่า “ยาเกินขนาดอันตรายอย่างไร” คือการรู้ว่า ควรใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย

การกินยาเกินขนาด คืออะไร?

การได้รับยาเกินขนาด หรือ Drug Overdose หมายถึงการได้รับยาหรือสารในปริมาณมากกว่าที่แนะนำ หรือมากกว่าที่ร่างกายสามารถรับได้

อาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้

ในชีวิตประจำวัน ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด เช่น

- ลืมว่ารับประทานยาไปแล้วจึงรับประทานซ้ำ
- เพิ่มจำนวนยาเองเพราะอยากให้อาการหายเร็ว
- ใช้ยาหลายชนิดที่มีตัวยาสำคัญตัวเดียวกัน
- รับประทานยาผิดเวลา
- ใช้ยาของผู้อื่นเพราะคิดว่าอาการคล้ายกัน
- ใช้ยาเดิมต่อเนื่องทั้งที่สุขภาพหรือการทำงานของไตและตับเปลี่ยนไป


MedlinePlus ระบุว่า การได้รับยาเกินขนาดสามารถทำให้เกิดอาการร้ายแรงและในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำไมยาเกินขนาดจึงส่งผลต่อร่างกาย?

เมื่อยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ยาจะกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ก่อนถูกเปลี่ยนแปลงและกำจัดออก

ตับและไตเป็นอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านี้ แต่ยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์และถูกกำจัดแตกต่างกัน

หากได้รับยาในปริมาณสูงเกินไป ระดับยาในเลือดอาจเพิ่มขึ้นจนเกิดพิษ และส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

บางชนิดอาจส่งผลต่อตับ
บางชนิดอาจกระทบไต
บางชนิดอาจกดระบบประสาท
บางชนิดอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
และบางชนิดอาจกดการหายใจ

เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเหมารวมว่ายาทุกชนิดจะทำให้เกิดอันตรายในรูปแบบเดียวกัน

ผลเสียของการกินยาเกินขนาด มีอะไรบ้าง?

อาการสามารถแตกต่างกันมากตามชนิดของยา แต่อาการที่อาจพบ ได้แก่

- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้อง
- เวียนศีรษะ
- ง่วงซึมผิดปกติ
- เดินเซ
- สับสน
- ใจสั่น
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หายใจช้าหรือผิดปกติ
- ชัก
- หมดสติ
ในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญหรือเสียชีวิตได้



ตัวอย่างใกล้ตัว: พาราเซตามอล

พาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับลดไข้และบรรเทาอาการปวด และโดยทั่วไปมีความปลอดภัยหากใช้ตามขนาดที่แนะนำ

แต่หากได้รับมากเกินไป สามารถทำให้ตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA เตือนว่า acetaminophen ซึ่งเป็นชื่อของพาราเซตามอลที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา มีอยู่ในยาหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งยาแก้ปวดและยาแก้หวัด

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้คือ ผู้ใช้บางคนรับประทานยาหลายตัวพร้อมกันโดยไม่ทราบว่ามีตัวยาชนิดเดียวกันอยู่ จึงได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการอ่าน “ตัวยาสำคัญ” บนฉลากจึงสำคัญกว่าการดูเพียงชื่อยี่ห้อ

กินยาหลายชนิดพร้อมกัน อันตรายหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องอันตรายเสมอไป

ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคอาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้ยาโดยไม่มีการทบทวน เช่น

- ยาซ้ำซ้อน
- ยาที่ไม่มีข้อบ่งใช้แล้ว
- ขนาดยาที่ไม่เหมาะสม
- ปฏิกิริยาระหว่างยา
- ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับเรื่อง Medication Safety in Polypharmacy หรือความปลอดภัยในการใช้ยาหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

การใช้ยาอย่างปลอดภัย ควรทำอย่างไร?

การใช้ยาอย่างปลอดภัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจและความสม่ำเสมอ

1. ใช้ยาให้ตรงตามขนาดที่กำหนด

อย่าเพิ่มจำนวนยาเองเพียงเพราะต้องการให้อาการหายเร็วขึ้น และไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเองในกรณีที่เป็นยาที่แพทย์สั่ง

ยาบางชนิดต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรค หากหยุดเองอาจทำให้อาการกลับมาแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

2. อ่านฉลากก่อนใช้ยาทุกครั้ง

ควรดูทั้งชื่อยา ตัวยาสำคัญ ความแรง ขนาดที่แนะนำ และข้อควรระวัง

โดยเฉพาะยาแก้หวัดหรือยาสูตรผสม เพราะผลิตภัณฑ์หลายชนิดอาจมีตัวยาซ้ำกัน

3. อย่าใช้ยาของผู้อื่น

แม้อาการจะคล้ายกัน แต่สาเหตุของโรค โรคประจำตัว อายุ น้ำหนัก และยาที่ใช้อยู่ อาจแตกต่างกัน

ยาที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง

4. บอกแพทย์และเภสัชกรว่าใช้ยาอะไรอยู่บ้าง

ควรแจ้งให้ครบ ไม่เฉพาะยาที่แพทย์สั่ง แต่รวมถึง

- ยาที่ซื้อรับประทานเอง
- สมุนไพร
- วิตามิน
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
เพราะบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยา หรือมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้

5. ผู้ที่กินยาหลายชนิดควรมี “รายการยา”

ควรบันทึกชื่อยา ขนาด เวลารับประทาน และวัตถุประสงค์ของยาแต่ละตัวไว้

วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการลืมกิน กินซ้ำ หรือได้รับยาซ้ำจากแพทย์หลายแห่ง

6. อย่าใช้ยาเก่าที่เก็บไว้นานโดยไม่ตรวจสอบ

ก่อนใช้ควรดูวันหมดอายุ ลักษณะของยา และสภาพการเก็บรักษา

ยาบางชนิดต้องเก็บให้พ้นความชื้น แสง หรือความร้อน หากเก็บไม่เหมาะสม คุณภาพของยาอาจเปลี่ยนแปลงได้

7. ระวังการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์

ยาบางชนิดเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์อาจเพิ่มอาการง่วงซึม กดระบบประสาท หรือเพิ่มภาระต่ออวัยวะบางส่วน

หากไม่แน่ใจ ควรถามเภสัชกรก่อน

8. หากไม่แน่ใจเรื่องยา ให้ถามก่อนใช้

การถามเภสัชกรว่า

“ยานี้กินอย่างไร?”
“กินร่วมกับยาเดิมได้ไหม?”
“ถ้าลืมกินควรทำอย่างไร?”
“มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือไม่?”

ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ยาอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเกินความจำเป็น

ผู้สูงอายุควรระวังมากเป็นพิเศษ

ผู้สูงอายุมักมีโอกาสใช้ยาหลายชนิดมากกว่าคนวัยอื่น เนื่องจากอาจมีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน

นอกจากนี้ การทำงานของตับและไตอาจเปลี่ยนแปลงตามวัย ทำให้การกำจัดยาบางชนิดออกจากร่างกายช้าลง

ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงควรได้รับการทบทวนรายการยาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อ

- เริ่มยาใหม่
- เปลี่ยนโรงพยาบาล
- พบแพทย์หลายแผนก
- มีอาการเวียนหัว ง่วง เดินเซ หรือสับสนผิดปกติ
- มีการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของไตหรือตับ


หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ควรทำอย่างไร?

หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดได้รับยาเกินขนาด ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว

ไม่ควรรอจนเกิดอาการรุนแรง

หากสามารถทำได้ ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้

- ชื่อยา
- ความแรง
- จำนวนที่รับประทาน
- เวลาที่รับประทาน
- อายุ
- น้ำหนัก
- โรคประจำตัว
- ยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ร่วมกัน
และไม่ควรพยายามทำให้อาเจียนหรือใช้วิธีแก้พิษเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

สุขภาพที่ดี ไม่ใช่การปฏิเสธยา แต่คือการใช้ยาอย่างมีความรู้

สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ ยาไม่ใช่สิ่งที่ควรกลัว

ยาหลายชนิดช่วยควบคุมโรค ลดความรุนแรงของอาการ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน

แต่การใช้ยาอย่างปลอดภัยต้องอาศัยความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงรับประทานตามความเคยชิน

ก่อนใช้ยาแต่ละตัว ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า

ยานี้คือยาอะไร?
ใช้เพื่ออะไร?
ควรใช้ขนาดเท่าไร?
ต้องใช้เวลาไหน?
มีข้อควรระวังอะไร?
และใช้ร่วมกับยาหรืออาหารเสริมที่มีอยู่ได้หรือไม่?

เพียงเท่านี้ ก็สามารถลดความผิดพลาดจากการใช้ยาได้มาก

สุขภาพที่ดีจึงไม่ได้เกิดจากการ “ไม่กินยา” หรือ “กินยาให้น้อยที่สุด” แต่เกิดจากการใช้ยาเมื่อจำเป็น ใช้ให้ถูกต้อง และดูแลร่างกายควบคู่กันไป ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ยาให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เมื่อเราใช้ถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด และถูกวิธี

สิ่งที่หลายคนสงสัยและมักเป็นคำถามที่พบบ่อยๆ
กินยาเกินขนาด 1 เม็ด อันตรายไหม?
ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียวได้ เพราะยาแต่ละชนิดมีความแรงต่างกัน หากไม่แน่ใจควรสอบถามเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์

ถ้าลืมว่ากินยาแล้วและกินซ้ำ ควรทำอย่างไร?
ควรตรวจสอบชื่อยา ขนาด และเวลาที่รับประทาน และติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรเดาวิธีแก้เอง

กินยาหลายชนิดทำให้ตับหรือไตเสียหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี ยาหลายชนิดสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย แต่ยาบางชนิดอาจส่งผลต่อตับ ไต หรือมีปฏิกิริยากับยาอื่น จึงควรได้รับการทบทวนเป็นระยะ

กินยาแล้วต้องงดอาหารเสริมหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะบางชนิดอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังใช้ยาอย่างปลอดภัย?
ควรรู้ชื่อยา เหตุผลที่ใช้ ขนาด เวลาใช้ และข้อควรระวัง รวมทั้งตรวจสอบว่ามียาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกันหรือไม่


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
World Health Organization. Medication Safety in Polypharmacy.

World Health Organization. Medication Without Harm.

U.S. Food and Drug Administration. Don’t Overuse Acetaminophen.

MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine. Overdose.

U.S. Food and Drug Administration. ข้อมูลด้านการใช้ยาอย่างปลอดภัยและการป้องกัน medication errors.

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร หากสงสัยว่าได้รับยาเกินขนาดหรือมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้